รากฟันเทียมคืออะไร ?
รากฟันเทียม (Dental Implant) คือ การสร้างรากฟันเทียมมาทดแทนรากฟันจริงที่สูญเสียไป โดยจะมีลักษณะคล้ายกับสกรูที่จะฝังให้ยึดติดกับกระดูกขากรรไกร เพื่อให้รากฟันเทียมยึดติดแน่น ไม่ต้องถอดออก เปรียบเสมือนเป็น “ฟันปลอมถาวร” โดยส่วนใหญ่รากฟันเทียมจะผลิตมาจากไทเทเนียม (Titanium) เพราะว่าเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปรากฟันเทียมจะเข้ากับเนื้อเยื่อได้ดี และจะยึดติดเป็นส่วนเดียวกันกับกระดูก จึงให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
โดยทันแพทย์เฉพาะทางรากฟันเทียม
ใช้วัสดุคุณภาพ
เดินทางสะดวก คลินิกตั้งอยู่เอกมัย 21
ใครบ้างที่สามารถทำรากฟันเทียมได้ ?
- ผู้มีปัญหาสูญเสียฟัน หรือฟันเสียหาย เช่น ฟันบิ่น ฟันแตก ฟันหลอ หรือฟันโยก เป็นต้น เพราะการทำรากฟันเทียมเป็นการสร้างรากฟันขึ้นมาใหม่ แล้วทำการครอบฟันลงไปอีกทีหนึ่ง เป็นการทดแทนฟันเดิมที่สูญเสีย หรือได้รับความเสียหายได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ฟันซี่นั้นกลับมาบดเคี้ยวได้อย่างเป็นปกติ
- ผู้ที่ไม่อยากใส่ฟันปลอมชั่วคราว เพราะการใส่ฟันปลอมชั่วคราว นอกจากจะเสี่ยงทำหายได้ง่ายแล้ว ยังไม่สะดวกต่อการใช้งาน เพราะให้ความรู้สึกไม่เหมือนฟันจริง ทั้งยังดูแลรักษาลำบากอีกด้วย การทำรากฟันเทียม จึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยากได้ฟันปลอมแบบถาวรมาแทนที่ฟันแท้ที่สูญเสียไปมากกว่า
- ผู้ที่ต้องการออกแบบรอยยิ้มของตัวเอง หรือต้องการเสริมความมั่นใจ การทำรากฟันเทียม ช่วยให้เราออกแบบทรงฟันที่ต้องการทำได้ทุกซี่ที่ต้องการ เหมาะสำหรับคนที่อยากเสริมความมั่นใจ อยากเพิ่มเสน่ห์ให้กับรอยยิ้ม รวมไปถึงอยากออกแบบรอยยิ้มด้วยตัวเอง
- ผู้ที่ไม่อยากดัดฟัน การทำรากฟันเทียม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่วัยรุ่นก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีปัญหาฟัน แต่ไม่อยากจัดฟัน เพราะใช้เวลานาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง การทำรากฟันเทียมสามารถแก้ไขปัญหาฟันที่มีปัญหาได้ เห็นผลลัพธ์ได้ทันที แถมยังดูเป็นธรรมชาติ และดูแลรักษาง่ายราวกับฟันจริงอีกด้วย
สอบถาม ขอรายละเอียดเพิ่มเติม
รูปแบบการทำรากฟันเทียม
การทำรากเทียม มีทั้งหมด 6 รูปแบบ แต่ละแบบมีรายละเอียดการทำแตกต่างกันดังนี้
Single Implant เป็นการทำรากเทียม 1 ซี่ เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปเพียงซี่เดียว โดยทันตแพทย์จะใช้รากเทียมที่มีลักษณะคล้ายสกรู 1 ตัว และฟัน 1 ซี่ แบบติดแน่น ทำได้โดยไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อใส่สะพานฟัน ดูแลทำความสะอาดง่าย หลังทำแล้วสามารถใช้งานได้ทันที
Multiple Implant เป็นการทำรากเทียมในกรณีที่คนไข้สูญเสียฟันหลายซี่ในบริเวณเดียวกัน สามารถทำได้โดยการทำสะพานฟันครอบลงไป โดยทันตแพทย์จะพิจารณาอีกครั้งว่าลักษณะขากรรไหร และปริมาณกระดูกของคนไข้ควรใช้รากเทียมกี่ซี่
One day Implant เป็นการถอนฟันแล้วใส่รากเทียม รวมถึงทำครอบฟันแบบชั่วคราวให้เสร็จภายในวันนั้นเลย ต่างจากรากฟันเทียมแบบทั่วไป (Convention Dental Implant) คือ ต้องรอให้มีการหายของกระดูกและเหงือกที่สมบูรณ์ก่อน
Implant Support Bridge เป็นการทำรากฟันเทียมหลายซี่ ใช้การติดสะพานฟันที่รองรับรากฟันเทียม เพื่อชดเชยฟันที่หายไปจำนวน 2 ซี่ขึ้นไปที่อยู่ติดกัน เหมาะกับคนไข้ที่สูญเสียฟันหลายซี่ที่อยู่ติดกัน
Implant Over Denture การรักษาด้วยการปลูกรากเทียมทั้งปาก เพื่อรองรับสะพานฟันหรือฟันปลอมแบบทั้งขากรรไกร ทดแทนฟันที่หายไปทั้งปาก เป็นการทำรากฟันเทียมแบบติดแน่น สามารถช่วยทดแทนฟันที่สูญเสียไป
All on 4 เป็นการรักษาโดยการฝังรากฟันเทียมจำนวน 4 ซี่ในกระดูกขากรรไกรเพื่อรองรับฟันปลอมแบบติดแน่นหรือสะพานฟัน เหมาะสำหรับคนที่สูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกรทั้งบนและล่าง และต้องการฟันปลอมที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าฟันปลอมแบบถอดได้
การทำรากฟันเทียม ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การทำรากฟันเทียมสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของคนไข้
ขั้นตอนในการทำรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียม หรือการทำฟันปลอมแบบถาวร เป็นการรักษาที่จะต้องฝังรากฟันเทียม และครอบฟัน เพื่อทดแทนฟันที่มีปัญหาหรือสูญเสียไป ขั้นตอนในการทำรากฟันเทียมจึงค่อนข้างละเอียด ดังต่อไปนี้
1.
การดูแลตัวเองหลังทำรากเทียมที่ควรทำทันที
- งดเคี้ยวอาหารข้างที่ทำฟันเทียมตามระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงการบ้วนปากแรง ๆ ในวันแรกหลังทำ เพราะจะทำให้เลือดหยุดยาก
- กินยาให้ตรงตามเวลา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ทำความสะอาดช่องปาก และดูแลให้ช่องปากสะอาดอยู่เสมอ และเลือกใช้แปรงขนนุ่มสำหรับหลังผ่าตัดโดยเฉพาะ
- หลังจากทำรากฟันเทียม และอยู่ในระหว่างพักฟื้น อย่ากระทำการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบกับฟันปลอมซี่นั้นอย่างรุนแรง เพราะอาจจะทำให้แผลเปิด และอักเสบได้ เช่น การเคี้ยวอาหารแข็ง การออกกำลังกายหนัก
- หลังจากผ่าตัดฝังรากฟันเทียมอาจจะมีอาการบวมได้ การประคบเย็นด้านนอกบริเวณจุดที่ใส่รากฟันเทียมจะช่วยให้ทุเลาลง แต่ห้ามอมน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะเหลี่ยมคมของน้ำแข็งอาจบาดถูกแผลผ่าตัด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แฝงตัวอยู่ในก้อนน้ำแข็ง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด และอาหารร้อนจัด อาหารที่มีกรดสูงอย่าง รวมถึงอาหารที่แข็งและต้องออกแรงเคี้ยวหนักๆ
2.
การดูแลตัวเองหลังทำรากเทียม เพื่อให้อยู่กับเราไปนาน ๆ
- งดกินอาหารที่มีลักษณะแข็ง เหนียว เพราะอาจส่งผลทำให้รากฟันเทียมหลุดได้
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักที่จะต้องออกแรงหรือใช้แรงปะทะ หากเกิดอุบัติเหตุการกระแทกที่บริเวณช่องปากขึ้นมา อาจทำให้รากฟันเทียมเกิดความเสียหายหรือหลุดได้
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นตัวการที่ทำให้ส่งผลเสียมากมายต่อสุขภาพช่องปาก
- สร้างสุขนิสัยที่ดีต่อช่องปาก แปรงฟัน ขัดฟัน และพบกับทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
3.
การดูแลรักษารากฟันเทียมต้องทำอย่างไร ?
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน
- หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็ง หรือของแข็ง
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด
- เข้าพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย หรือทุก ๆ 6 เดือน









